วันพฤหัสบดีที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561

บันทึกการเรียนรู้ ครั้งที่6
วันอังคาร ที่20 กุมภาพันธ์ 2561
Knowledge
    หลังจากที่อาจารย์ให้แต่ละกลุ่มทำมายแมพแต่ละหน่วย และแยกหัวข้อย่อยแล้วนั้น ต่อมาให้ทำมายแมพซึ่งเชื่อมโยงกับ6กลุ่มสาระการเรียนรู้ดังนี้

1. ภาษา
   1.1 ฟัง
   1.2 พูด
   1.3 อ่าน
   1.4 เขียน

2.คณิตศาสตร์
   2.1 จำนวนและการดำเนินการ
   2.2 การวัด
   2.3 เรขาคณิต
   2.4 พีชคณิต
   2.5 การวิเคราะห์ข้อมูลและความน่าจะเป็น
   2.6 ทักษะและกระบวนการทางคณิตศาสตร์

3.วิทยาศาสตร์
   3.1 สิ่งมีชีวิตและการดำรงชีวิต
   3.2 ชีวิตกับสิ่งแวดล้อม
   3.3 สารและสมบัติของสาร
   3.4 แรงและการเคลื่อนที่
   3.5 พลังงาน
   3.6 กระบวนการเปลี่ยนแปลงของโลก
   3.7 ดาราศาสตร์และอวกาศ
   3.8 ธรรมชาตของวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
ทักษกระบวนการทดลองทางวิทยาศาสตร์
   1) ตั้งประเด็นปัญหา
   2) ตั้งสมมุติฐาน
   3) ทดลอง
   4) สรุป

4.ศิลปะ
   4.1 วาด
   4.2 พิมพ์
   4.3 ฉีก
   4.4 ตัดปะ
   4.5 เล่นกับสี

5.สังคม
   5.1 ศาสนา ศีลธรรม จริยธรรม
   5.2 หน้าที่พลเมือง วัฒนธรรม และการดำเนินชีวิตในสังคม
   5.3 เศรษฐศาสตร์
   5.4 ประวัติศาสตร์
   5.5 ภูมิศาสตร์

6.สุขศึกษาและพลศึกษา
   6.1 การเจริญเติบโตและพัฒนาการของพัฒนาการของมนุษย์
   6.2 ชีวิตครอบครัว
   6.3 การเคลื่อนไหว การออกกำลังกาย การเล่นเกม กีฬาไทย กีฬาสากล
   6.4 การสร้างเสริมสุขภาพ สมรรถภาพ และการป้องกันโรค
   6.5 ความปลอดภัยในชีวิต

     หลังจากนั้น อาจารย์ให้นักศึกษาช่วยกันระดมความคิด เขียนแผนผังออกแบบกิจกรรม โดยกิจกรรมนั้นต้องมีความเหมาะสมกับวิธีการเรียนรู้ของเด็ก 

   6 กิจกรรมหลัก
1)กิจกรรมเคลื่อนไหวและจังหวะ
2)กิจกรรมเสริมประสบการณ์
3)กิจกรรมสร้างสรรค์
4)กิจกรรมเสรี
5)กิจกรรมกลางแจ้ง
6)กิจกรรมเกมการศึกษา
 


Apply

      การวางแผนในการทำงานควรออกแบบเป็นแผนผังเพื่อจะทำให้เข้าใจได้ง่ายและเห็นรายละเอียดชัดเจน จดจำง่าย สามารถเชื่อมโยงกับหัวข้ออื่นได้โดยเข้าใจ เหมาะสำหรับการสังเคราะห์เนื้อหาในการทำงาน

Teaching Techniques

     การอธิบาย / การยกตัวอย่าง / การใช้คำถาม

Evaluation

   Teacher   อาจารย์อธิบายและยกตัวอย่างอย่างละเอียดและเข้าใจง่ายในการทำงาน
   Friend   ทุกคนตั้งใจทำงานที่ได้รับมอบหมายและแต่งกายเรียบร้อย
   Self   ตั้งใจฟังและนั่งอย่างเรียบร้อย ตั้งใจทำงานที่อาจารย์มอบหมายให้ทำ




วันพุธที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561

บันทึกการเรียนรู้ ครั้งที่5
วันจันทร์ ที่12 กุมภาพันธ์ 2561
Knowledge


การนำเสนอของกลุ่มที่7 หัวข้อ วิธีการสอนแบบสตอรี่ไลน์
       เป็นการนำสาระการเรียนรู้จากหลากหลายเรื่องมาเชื่อมโยงเข้าด้วยกัน เพื่อจัดการเรื่องรู้ภายใต้หัวเรื่องเดียวกัน โดยผูกเรื่องเป็นตอนๆ เรื่องแต่ละตอนจะต่อเนื่องกันและมีลำดับเหตุการณ์และเส้นทางการเดินเรื่อง และใช้คำถามหลักเป็นการนำไปสู่การทำกิจกรรมอย่างหลากหลาย โดยการลงมือปฎิบัติ เน้นการคิด วิเคราะห์ กระบวนการกลุ่ม


ลักษณะของstoryline
- เน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง
- ทุกคนมีโอกาสแสดงความสามารถ
- สร้างความตื่นตัวให้ผู้เรียนอยู่เสมอ
- ฝึกทักษะพื้นฐานกับชีวิตจริง
- สร้างความรู้สึกเป็นเจ้าของ
- ใช้ได้ดีกับการเรียนรู้ภาษา สิ่งแวดล้อม
- ส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่
- ใช้เทคนิค วิธีการจัดการเรียนรู้ที่หลากหลาย
- ปฏิบัติซ้ำ แต่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา
- เน้นการเรียนรู้ร่วมกัน
- เน้นการเรียนรู้แบบบูรณาการ
- เน้นการตั้งคำถามหลักของครูผู้สอน
- เน้นการสร้างความคิดร่วมยอดด้วยตนเอง

องค์ประกอบและลักษณะกิจกรรม
ฉาก
  1. แบ่งกลุ่มสร้างภาพ สองมิติ สามมิติ
  2. กำหนดรายการต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับสถานที่
  3. ร่วมกันอภิปรายภาพและสิ่งที่เกิดขึ้น
  4. อภิปรายทั่วไปเกี่ยวกับสถานที่ โดยเงื่อนไขของเวลาต่างๆ ทั้งในอดีต ปัจจุบัน และอนาคต
ตัวละคร
  1. ช่วยกันสร้าง (วาด ประดิษฐ์) ตัวละครที่กำหนดขึ้น
  2. ช่วยกันเสนอแนะว่ามีใครบ้าง ที่จำเป็นต้องมีอยู่ในเรื่องนี้
  3. เล่าเขียนอธิบายลักษณะนิสัย เพื่อนำไปเป็นเนื้อหาสาระการเรียนรู้ต่อไป
การดำเนินชีวิต
  1. ร่วมกันอภิปรายถึงวิถีชีวิต ของบุคคลต่าง ๆ ในการดำเนินชีวิตตามลักษณะความเป็นอยู่
  2. กิจวัตรประจำวัน การเดินทาง
เหตุการณ์
  1. ผู้เรียนได้ข้อสนอแนะถึงความเป็นไปได้ โดยการอภิปรายหรือถกเถียงร่วมกัน
  2. ผู้เรียนสะท้อนภาพเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น อธิบายเรื่องราวในแง่มุมต่าง ๆ
กฎระเบียบ
  1. ผู้เรียนอภิปรายถึงการกำหนดแนวทาง หลักการปฏิบัติดำเนินชีวิตร่วมกัน ตามเนื้อหาสาระ
  2. เขียน พิมพ์แนวทาง แผนงาน นโยบาย กิจกรรม ข้อตกลง ปิดประกาศ แจ้งให้ทราบทั่วกัน
จังหวะเวลา
  1. ให้เหตุผลต่อเหตุการณ์ ที่เกิดขึ้น ตามช่วงเวลาต่างๆ
  2. พัฒนาแนวคิดต่างๆ โดยการอภิปราย ปฏิบัติงานร่วมกันและบันทึกข้อมูล
เหตุการณ์สำคัญที่เกิดขึ้น
1.ผู้สอนและผู้เรียนร่วมสร้างสรรค์กิจกรรมที่นำไปสู่การสรุปเรื่องราวต่างๆ ที่ทำให้ทุกคนมีความสุข เช่นงานเฉลิมฉลอง การมอบรางวัล
2.วางแผนกำหนดกิจกรรมให้สมบูรณ์ เช่น พิธีเปิด กำหนดการ จดหมายขอบคุณ การแสดง การนำเสนอผลงาน
การสะท้อนผลงาน
        ผู้สอนกระตุ้นให้ผู้เรียนสะท้อนความรู้สึกวิพากษ์ประเด็นสำคัญ เปรียบเทียบความแตกต่าง สรุปความรู้ที่ได้จัดทำเอกสารเผยแพร่ ประชาสัมพันธ์ สื่อสิ่งพิมพ์ หนังสือเล่มเล็ก แฟ้มสะสมงาน
เหตุการณ์สำคัญที่เกิดขึ้น
    1.ผู้สอนและผู้เรียนร่วมสร้างสรรค์กิจกรรมที่นำไปสู่การสรุปเรื่องราวต่างๆ ที่ทำให้ทุกคนมีความสุข เช่นงานเฉลิมฉลอง การมอบรางวัล
    2.วางแผนกำหนดกิจกรรมให้สมบูรณ์ เช่น พิธีเปิด กำหนดการ จดหมายขอบคุณ การแสดง การนำเสนอผลงาน
การสะท้อนผลงาน
    ผู้สอนกระตุ้นให้ผู้เรียนสะท้อนความรู้สึกวิพากษ์ประเด็นสำคัญ เปรียบเทียบความแตกต่าง สรุปความรู้ที่ได้จัดทำเอกสารเผยแพร่ ประชาสัมพันธ์ สื่อสิ่งพิมพ์ หนังสือเล่มเล็ก แฟ้มสะสมาน

แนวทางการจัดกิจกรรม
-   ศึกษาแลกเปลี่ยน เรียนรู้ วิธีการจัดกิจกรรมแบบ storyline 
-   ศึกษาตัวอย่างแผนการจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการ ที่มีลักษณะหัวเรื่องโดยใช้เทคนิค storyline เลือกแผนที่มีความเหมาะสมกับชั้นเรียน เพื่อทดลองสอน
-   เลือกแผนการจัดการเยนรู้ที่มีความยาวสลับซับซ้อนมากขึ้นมาทดลองอีก 2-3 แผนเพื่อให้ชำนาญ
-   ทดลองเขียนแผนการจัดการเรียนรู้ตามหัวข้อเรื่องที่สนใจผูกโยงเนื้อหาสาระการเรียนรู้ที่หลากหลาย เข้าด้วยกัน
-   สร้างคำถามหลักเพื่อนำไปสู่การจัดการเรียนรู้แบบstoryline
-   กำหนดระยะเวลาสอนในแต่ละหัวข้อ อาจกำหนดต่อเนื่องกัน 2-3ชั่วโมงในทุกวันศุกร์ช่วงบ่าย หรือสอนวันเว้นวัน หรือสัปดาห์สุดท้าย ก่อนปิดภาคเรียน
-   นำแผนไปทดลองสอน
-   บันทึกหลังสอน ปรับแผน กิจกรรม ระยะเวลา เนื้อหาสาระการเรียนรู้
-   เตรียมสื่อแหล่งการเรียนรู้ แหล่งวิทยาการ วิทยากร สถานที่
-   ประเมินผลงานของนักเรียน


การนำเสนอของกลุ่มที่8 หัวข้อ การสอนแบบวอลดอฟ
      ผู้ริเริ่มแนวการสอนที่รู้จักชื่อแพร่หลายแบบวอลดอร์ฟ (Waldort)คือ รูดอร์ฟ สไตเนอร์(Rudolf Steiner) วิธีการสอนของสไตเนอร์หรือวอลดอร์ฟ นั้นจัดเป็นการเรียนการสอนแบบเน้นกิจกรรมการเล่น คือ ดนตรี จังหวะ บทเพลง นิทาน เพราะกิจกรรมเหล่านี้ช่วยส่งเสริมความคิดจินตนาการของเด็ก และช่วยพัฒนาการการเคลื่อนไหวของร่างกาย
   1. เด็กเรียนรู้จากการเลียนแบบ 0-7 ปี
   2. เน้นการเล่นของเด็ก3-7 ปี
   3. มีการจัดอุปกรณ์เครื่องเขียน
   4. การเรียนรู้ของเด็กทั้งในบ้านและในชั้นเรียนไม่ควรมีของเล่นมากเกินไป
   5. พ่อแม่สามารถทำของเล่นง่ายๆให้ลูกได้
   6. ของเล่นในห้องเรียนสามารถเป็นของใช้ภายในบ้าน
   7. พ่อแม่ไม่ควรให้ลูกดูทีวีมากเกินไป
   8. ทุกเช้าก่อนเข้าเรียนจะมี “morning verse
   9. การสอนแบบวอลดอร์ฟไม่เน้นการสอนทางวิชาการ
   10. วอลดอร์ฟให้ความสำคัญกับการจัดสิ่งแวดล้อมที่สวยงามเป็นธรรมชาติ

แนวการเรียนการสอนของโรงเรียนวอลดอร์ฟ
       โรงเรียนแนวการเรียนการสอนแบบวอลดอร์ฟ เป็นแนวการศึกษาที่บูรณาการวิชาการไปกับกิจกรรรมต่างๆ โดยมีครูคอยดูแลและอำนวยความสะดวก เน้นการจัดบรรยากาศในการเรียนการสอนที่เน้นความงดงามของธรรมชาติทั้งในกลางแจ้งและในห้องเรียน โดยเชื่อว่าช่วยให้เกิดการเรียนรู้ที่ดี เพื่อพัฒนาให้เด็กเป็นมนุษย์ที่มีบุคลิกภาพที่สมดุลกลมกลืนไปกับโลกและสิ่งแวดล้อมและได้ใช้พลังงานทุกด้านอย่างพอเหมาะ
จุดเด่นของโรงเรียนแนวการสอนวอลดอร์ฟ
-    เป้าหมาย คือ ช่วยให้มนุษย์บรรลุศักยภาพสูงสุดที่ตนมีและสามารถกำหนดความมุ่งหมายและแนวทางแก่ชีวิตของตนได้อย่างอิสระ
-    เน้นเรื่องของการเชื่อมโยงมนุษย์กับจักรวาล โดยมีมุมมองว่า เด็กควรได้เล่นอย่างอิสระ ชีวิตเรียบง่ายกลมกลืนกับธรรมชาติ เน้นการสอนให้รู้จักจุดยืนที่สมดุลของตนในการใช้ชีวิตอยู่บนโลก โดยผ่านกิจกรรม 3 อย่างคือ กิจกรรมทางกาย ผ่านอารมณ์ความรู้สึก และผ่านการคิด เน้นการให้เด็กได้ใช้พลังทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นสติปัญญา ด้านศิลปะ และด้านการปฏิบัติอย่างพอเหมาะ
-    จะสอนตามพัฒนาการของเด็ก โดยเฉพาะวัย 0-7 ปีเป็นวัยที่มีพัฒนาการทางกายมาก จึงเน้นไปที่การเล่นเพื่อพัฒนาอวัยวะส่วน
-    สิ่งที่การเรียนแนววอลดอร์ฟเน้นมากคือ "จินตนาการของเด็กคือการเรียนรู้" วัสดุอุปกรณ์ที่ใช้จะต้องเป็นธรรมชาติ เช่น ถ้าวาดรูป สีที่ใช้ก็จะมีแค่สีปฐมภูมิ คือ สีแดง สีน้ำเงิน สีเหลือง เท่านั้น แนวคิดนี้จะทำให้เด็กมีจิตใจอ่อนโยน มองเห็นว่าโลก สิ่งแวดล้อม และสรรพสิ่งเป็นสิ่งเดียวกันต้องช่วยกันรักษา ซึ่งส่งเสริมให้เด็กรู้จักคิดวิเคราะห์เป็น
กิจกรรมที่มุ่งเน้นในโรงเรียนวอลดอร์ฟ
         ส่วนใหญ่แล้วโรงเรียนแนววอลดอร์ฟมักจะเน้นไปที่การเรียนรู้แบบธรรมชาติ ไม่มีห้องเรียน ไม่มีกระดานดำ แต่จะมีมุมต่างๆ ให้เด็กได้เรียนรู้ ได้เป็นอิสระที่จะคิดและสร้างสรรค์ หรือหากเด็กๆ ต้องการเล่นตุ๊กตา เล่นรถ ในห้องก็จะมีข้าวของที่ทำจากธรรมชาติให้ประดิษฐ์ดัดแปลงเล่นกัน เช่น ผ้าหลากสี ท่อนไม้ เปลือกไม้ ลูกสน เป็นต้น ทุกอย่างจะถูกกำหนดให้เป็นได้สารพัดตามแต่ใจเด็กๆ
สภาพแวดล้อมในโรงเรียนวอลดอร์ฟ
      รูดอร์ฟ สไตเนอร์ นักปรัชญาชาวเยอรมัน ผู้ริเริ่มแนวการเรียนการสอนแนววอลดอร์ฟเชื่อว่า สิ่งแวดล้อมที่ดีจะช่วยให้เกิดการเรียนรู้ที่ดี โดยเฉพาะเด็กๆ ที่มีจิตใจละเอียดอ่อนจะซึมซับสิ่งแวดล้อมและเรียนรู้ได้ง่าย ดังนั้นการจัดบรรยากาศทั้งในและนอกชั้นเรียนจึงเป็นเรื่องสำคัญ มีการเน้นความงดงามตามธรรมชาติ เช่น การจัดสีที่นุ่มนวล แสงสว่างจากธรรมชาติที่ไม่จัดจ้า ตลอดจนเสียงที่เกิดจากสิ่งแวดล้อม เช่น นกร้อง ใบไม้ไหว น้ำไหลริน หรือเสียงดนตรีที่ไพเราะ จะสร้างความรู้สึกอบอุ่น อ่อนโยน และสดชื่นให้เกิดขึ้นในจิตใจเด็กเด็กจะมีพลังตื่นตัวและมีสมาธิในการเรียนรู้ได้ไม่ยาก
สิ่งที่เด็กได้รับจากการเรียนโรงเรียนวอลดอร์ฟ
       การเรียนการสอนแนววอลดอร์ฟจะช่วยให้เด็กเติบโตเป็นมนุษย์ที่มีบุคลิกภาพสมดุลกลมกลืนกับโลกและสิ่งแวดล้อม ให้เด็กได้พัฒนาทั้งร่างกายและจิตวิญญาณควบคู่กันไป เด็กจะพัฒนาถึงศักยภาพสูงสุดของตนได้ โดยการเรียนรู้ของเด็กนั้นจะเป็นไปอย่างสมดุล โดยการเรียนรู้ทางกาย(การลงมือทำ) หัวใจ(ความรู้สึก ความประทับใจ) และสมอง(ความคิด)

การนำเสนอของกลุ่มที่9 หัวข้อ การเรียนรู้แบบธรรมชาติ
ที่มาของการสอนภาษาแบบธรรมชาติ
          การสอนภาษาแบบธรรมชาติ  เกิดจากหลักการ และแนวคิด ของนักศึกษา นักวิจัยทางภาษาที่มีชื่อเสียง คือ Jean piaget ผู้เชื่อว่าการที่เด็กได้เคลื่อนไหวสัมผัสสิ่งต่างๆรอบตัวจะเป็นการคิดสร้างความรู้ขึ้นภายในตนหรือเด็กเป็นผู้กระทำ ไม่ใช่การรับเข้าไปเฉยๆ การเรียนรู้ของเด็กเกิดจากอิทธิพลทางสังคม และเชื่อว่าการสอนภาษาเป็นความสำคัญที่เด็กจะต้องใช้เพื่อการแก้ปัญหาในชีวิตประจำวันของเด็กและภาษามีความหมายต่อชีวิต การเรียนภาษาจึงต้องมาจากสิ่งที่เป็นจริงและเกี่ยวข้องกับเด็ก โดยเรียนภาษาแบบองค์รวมคือ เรียน ฟัง พูด อ่าน เขียนไปพร้อมกัน
การสอนภาษาแบบธรรมชาติ
          การสอนภาษาแบบธรรมชาติคือ การที่เด็กได้เรียนรู้ การใช้ภาษาทั้งด้านการ ฟัง พูด อ่าน เขียน เป็นไปตามธรรมชาติอย่างมีความหมายสอดคล้องเหมาะสมกับวัย  โดยไม่แยกว่าต้องอ่านก่อน เขียนก่อน แต่จะเน้นให้เด็กได้ลงมือกระทำด้วยตนเอง เช่นการอ่านนิทาน เล่าเรื่องราว ฟังเรื่องเล่าจากเพื่อน ฟังนิทานจากครู เป็นต้น
ลักษณะการสอนภาษาแบบธรรมชาติ
          เด็กเป็นศูนย์กลางของการเรียนรู้ เด็กมีโอกาสเลือกกิจกรรมปฏิบัติอย่างอิสระ ครูเป็นผู้สนับสนุนการเรียนรู้และร่วมมือจัดการเรียนการสอนระหว่างเด็กกับครู ตั้งแต่วางแผนการเรียนว่า จะทำอะไร ที่ไหน เมื่อไหร่ อย่างไร ใช้อุปกรณ์อะไร และใครรับผิดชอบส่วนไหนบ้าง คำนึงถึงการมีปฏิสัมพันธ์ของเด็ก เพราะเด็กจะต้องอยู่ในสังคม ห้องเรียนจึงเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างสังคมให้กับเด็ก
สถานศึกษาที่จัดการเรียนการสอนแบบภาษาในระดับปฐมวัย
          โรงเรียนเกษมพิทยาได้ค้นพบว่า ปัจจุบันเด็กประถมวัยมีปัญหาการเรียนภาษา มีทัศนคติที่ไม่ดี เชื่อว่าเรียนภาษายาก เพราะการสอนเด็กด้วยระบบเก่าเน้นทักษะและเน้นไวยากรณ์ โดยการแจกลูกผสมคำ แต่เด็กกลับอ่านหนังสือไม่ออกในระดับประถมศึกษา ถึงแม้จะฝึกหนัก 
          การแก้ปัญหาดังกล่าวคือ การเลือกใช้วิธีการสอนที่เหมาะสมกับเด็กปฐมวัย เพราะการพัฒนาการทางสมองจะมีการทำงานแบบองค์รวม
Apply


      การเข้าใจธรรมชาติของเด็กจะช่วยทำให้ส่งเสริมพัฒนาการเด็กได้อย่างถูกต้อง ครูควรมีวิธีการสอนที่หลายเพื่อปรับใช้กับพัฒนาการเด็กในชั้นเรียนของตน


Teaching Techniques

     การอธิบาย / การยกตัวอย่าง / การใช้คำถาม

Evaluation

   Teacher   อธิบายเนื้อหาอย่างละเอียดและเข้าใจ อาจารย์มีวิธีการให้ความรู้แก่นักศึกษาอย่างน่าสนใจ
   Friend   ทุกคนให้ความร่มมือในการทำงานในห้องเรียนอย่างตั้งใจ และแต่งกายเรียบร้อย
   Self   ตั้งใจฟังและนั่งอย่างเรียบร้อย ตั้งใจทำงานที่อาจารย์มอบหมายให้ทำ

















วันพุธที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561

บันทึกการเรียนรู้ ครั้งที่4
วันจันทร์ ที่5 กุมภาพันธ์ 2561

Knowledge


การนำเสนอของกลุ่มที่5 หัวข้อ รูปแบบการเรียนรู้แบบมอนเตสเซอรี่
ที่มาของการเรียนการสอนแบบมอนเตสซอรี่
            การเรียนการสอนแบบมอนเตสซอรี่เกิดจากแนวคิดของมาเรีย มอนเตสซอรี่ (Maria Montessori) แพทย์หญิงชาวอิตาลีที่มีความเชื่อว่า “การให้การศึกษากับเด็กในวัยเริ่มต้น ไม่ใช่การนำความรู้ไปบอกเด็ก แต่ควรเป็นการปลูกฝังให้เด็กได้เจริญเติบโตไปตามความต้องการทางธรรม ชาติของเขา” มอนเตสซอรี่เริ่มต้นนำแนวการสอนนี้ไปใช้กับเด็กที่มีพัฒนาการทางสติปัญญาล่าช้า โดยประดิษฐ์สื่อวัสดุอุปกรณ์ที่เป็นหัวใจสำคัญในการเปิดโอกาสให้เด็กได้ค้นพบสิ่งต่างๆ ด้วยตัวเอง

จุดมุ่งหมายของการสอนแบบมอนเตสซอรี่
            คือ “ช่วยพัฒนา หรือให้เด็กมีอิสระในด้านบุคลิกภาพของเด็กในวิถีทางต่างๆ อย่างมากมาย“ สิ่งแวดล้อมของโรงเรียนระบบมอนเตสซอรี่ คือ การจัดระบบเพื่อสะท้อนถึงศักยภาพที่แท้จริง และความต้องการของเด็ก เพื่อเด็กจะได้พัฒนาบุคลิกภาพของเขา

การเรียนการสอนแบบมอนเตสซอรี่
            การจัดการเรียนการสอนแบบมอนเตสซอรี่เป็นการจัดสภาพการเรียนรู้สำหรับเด็ก โดยมีครูเป็นผู้จัดสิ่งแวดล้อมในโรงเรียนให้เหมือนบ้าน และเป็นผู้ให้การสนับสนุน ให้เสรีภาพแก่เด็ก ให้คำปรึกษาและกระตุ้นให้เด็กคิดแก้ปัญหาด้วยตนเอง ให้ใช้จิตใจซึมซับสิ่งแวดล้อมเพราะมอนเตสซอรี่เชื่อว่า เด็กคือ ผู้รู้ความต้องการของตนเองและมีความสามารถที่จะซึมซับการเรียนรู้จากสิ่งแวดล้อมได้

หลักสูตรของมอนเตสซอรี่สำหรับเด็กวัย 3-6 ขวบ ครอบคลุมการศึกษา 3 ด้าน
1.ด้านทักษะกลไก (Motor Education) หรือกลุ่มประสบการณ์ชีวิต มีจุดประสงค์เพื่อฝึกการดูแลและจัดการสิ่งแวดล้อมเด็กจะทำกิจกรรมต่างๆ ที่เกี่ยวกับการเคลื่อนไหวเบื้องต้นของชีวิตประจำวัน เช่น มารยาทในการรับประทานอาหารเป็นต้น
2.ด้านประสาทสัมผัส (Education of the Senses) มีจุดประสงค์เพื่อฝึกการสังเกต การใช้ประสาทสัมผัสทั้งห้าเกี่ยวกับมิติรูปทรง ปริมาตรของแข็ง ของทึบ อุณหภูมิ เด็กจะได้รู้จักทรงกระบอก ลูกบาศก์ ปริซึม แขนงไม้ ชุดรูปทรงเรขาคณิต
3.ด้านการเขียนและคณิตศาสตร์ (Preparation For Writing and Arithmetic) หรือกลุ่มวิชาการ
มีจุดประสงค์เพื่อเตรียมเด็กเข้าสู่ระดับประถมศึกษา เตรียมตัวด้านการอ่านการเขียนโดยธรรมชาติ
การประสมคำ คณิตศาสตร์

 การเรียนการสอนแบบมอนเตสซอรี่มีลักษณะ
            การจัดการเรียนการสอนแบบมอนเตสซอรี่มีลักษณะส่งเสริมการเรียนด้วยตนเองของเด็ก เน้นการช่วยเหลือตนเองให้มากที่สุด โดยสภาพของโรงเรียนจัดสิ่งแวดล้อมให้เสมือนบ้าน มีห้องต่างๆ ที่บ้านควรมี เช่น ห้องนอน ห้องครัว ห้องนั่งเล่นมีห้องโถงใหญ่ที่จัดมุมการเรียนรู้ไว้ตอบสนองความต้องการของเด็ก ได้แก่     มุมฝึกประสาทสัมผัส มุมภาษา มุมคณิตศาสตร์ มุมดนตรี มุมศิลปะ มุมที่จะสอนสิ่งที่ต้องใช้ในชีวิตประจำวัน และมุมภูมิศาสตร์ เป็นต้น ห้องนี้เปรียบเสมือนห้องทำงานของเด็ก จะมุ่งเน้นทางด้านสติปัญญา

หลักการเรียนการสอนแบบมอนเตสซอรี่ มีดังนี้
-   จัดห้องเรียนให้เสมือนบ้าน
-   ให้เสรีภาพกับเด็กที่จะเลือกเล่นด้วยตนเอง
-   จัดสภาพการณ์ต่างๆที่ยึดเด็กเป็นศูนย์กลาง
-   พัฒนาจิตใจของเด็กไปพร้อมกับการพัฒนาการทางด้านสติปัญญาและร่างกาย
-   การเรียนไปพร้อมกับการเล่น
-   ฝึกการใช้ประสาทสัมผัสของเด็กทุกด้าน
-   การรักเด็กและนับถือความสามารถที่เป็นธรรมชาติของเด็ก

การจัดการเรียนการสอนแบบมอนเตสซอรี่จะส่งเสริมเด็กให้เกิดคุณลักษณะ ดังนี้
-   เด็กสามารถนำสิ่งที่เรียนรู้ไปใช้ในชีวิตประจำวันได้ดีเพราะหลักสูตรมอนเตสซอรี่ออกแบบโดยการเลียนแบบชีวิตจริง
-   เด็กเรียนด้วยความสุข เพราะเป็นจัดการเล่นปนเรียน สอดคล้องกับธรรมชาติการเรียนรู้ของเด็ก
-   เด็กได้เข้าสังคมกับเพื่อน ให้เด็กที่มีความแตกต่างกันเรียนรู้ที่อยู่ร่วมกัน ให้ความช่วยเหลือกัน เพราะการเรียนแบบจัดกลุ่มเด็กหลายอายุ รวมกลุ่มกัน
-   การเรียนที่มุ่งให้เด็กทำกิจกรรมจนสำเร็จด้วยตนเอง ไม่มีการแข่งขันเปรียบเทียบ เด็กจะรู้สึกท้าทายตนเอง ไม่เครียด ไม่เบื่อหน่ายการเรียน


การนำเสนอของกลุ่มที่6 หัวข้อ การเรียนการสอนแบบไฮสโคป
รูปแบบการเรียนการสอนแบบไฮสโคป ( HighScope  Approach )
         การสอนเป็นกิจกรรมสร้างสรรค์การเรียนรู้พัฒนาคน  การเรียนรู้และการสอนทำให้มีการคิดเชื่อมโยงความรู้ได้อย่างรวดเร็ว  การศึกษาปฐมวัยจึงเป็นการศึกษาที่จัดให้แก่เด็ก  6ขวบแรกเป็นการจัดการศึกษาเพื่อการดูแล และสร้างเสริมเด็กให้พัฒนาอย่างเต็มศักยภาพ
       การสอนเด็กปฐมวัยไม่ใช่การถ่ายทอดความรู้  แต่เป็นการจัดประสบการณ์อย่างมีรูปแบบเพื่อส่งเสริมพัฒนาการ  พัฒนาสมรรถนะทางปัญญา  และพัฒนาจิตนิยมที่ดี  การเรียนการสอนสำหรับปฐมวัย มีหลากหลายรูปแบบแต่สำหรับรูปแบบที่ผู้เขียนจะนำเสนอนั้นก็เป็นรูปแบบการเรียนการสอนที่มีความน่าสนใจอีกรูปแบบหนึ่ง  รูปแบบการเรียนการสอนที่ว่านั้นก็คือ  รูปแบบการเรียนการสอนแบบไฮสโคป

ความเป็นมา
         การเรียนการสอนแบบไฮสโคป  เป็นแนวคิดการจัดการศึกษาที่พัฒนามาจากโครงการ  เพอรี่ พรีสคูล (Perry Preschool Project) เมืองยิปซีแลนติ (Ypsilanti) รัฐมิชิแกน ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อปี ค.ศ. 1960 โดย เดวิด ไวคาร์ด (David Weikart) และคณะ เป็นโปรแกรมการศึกษาที่มีหลักสูตรและการสอนเน้นการเรียนรู้โดยใช้หลักการสร้างความรู้ (constructive process) จากการกระทำ ที่ต้องมีการร่วมกันคิดร่วมกันทำตามแผนที่กำหนด ซึ่งต่อมาได้มีผู้นำรูปแบบการศึกษาของไฮสโคปไปใช้อย่างแพร่หลาย รวมถึงการนำมาใช้กับการเรียนการสอนระดับปฐมวัยศึกษาด้วย

แนวคิดพื้นฐาน
          การสอนแบบไฮสโคป มีพื้นฐานแนวคิดมาจากทฤษฎีของเพียเจท์ (Piage’s Theory)ว่าด้วยพัฒนาการทางสติปัญญา ที่เน้นการเรียนรู้ด้วยการลงมือปฏิบัติที่เด็กสามารถสร้างความรู้ได้เองโดยใช้กระบวนการสร้างสรรค์การเรียนรู้ (Constructive process of learning) เด็กจะเรียนรู้จากการกระทำของตน การประเมินผลงานอย่างมีแบบแผน ช่วยให้เด็กเกิดความรู้ขึ้น 

         เด็กจะได้รับการกระตุ้นจากครูให้คิดนำอุปกรณ์มากระทำหรือเล่นด้วยการวางแผนการทำงาน แล้วดำเนินตามแผนไว้ตามลำดับพร้อมแก้ปัญหาและทบทวนงานที่ทำด้วยการทำงานร่วมกันกับเพื่อนเป็นกลุ่มเล็กๆ โดยมีครูคอยให้กำลังใจ  ถามคำถาม  สนับสนุน และเพิ่มเติมสิ่งที่เด็กต้องเรียนรู้

แนวคิดสำคัญ
         แนวการสอนแบบไฮสโคป เน้นการเรียนรู้แบบลงมือกระทำผ่านมุมเล่นที่หลากหลาย  ด้วยสื่อและกิจกรรมที่เหมาะสมกับการพัฒนาการของเด็กและการแก้ปัญหาอย่างกระตือรือร้น

การเรียนการสอน
        การเรียนการสอนแบบไฮสโคป เป็นการสร้างองค์ความรู้จากการที่เด็กได้ลงมือจัดกระทำกับอุปกรณ์ หรือสิ่งแวดล้อมซึ่งถือเป็นประสบการณ์ตรง  โดยที่ครูจะเป็นคนเตรียมอุปกรณ์ให้กับเด็กและกระตุ้นให้เด็กพัฒนาและดำเนินกิจกรรม โดยใช้หลักปฏิบัติ 3  ประการ  คือ

Plan  
        เป็นการกำหนดแนวทางการปฏิบัติหรือดำเนินงานตามที่ได้รับมอบหมาย  มีการสนทนาระหว่างครูกับเด็ก  ว่าจะทำอะไร อย่างไร  การวางแผนกิจกรรมอาจจะใช้แสดงด้วยภาพหรือสัญลักษณ์ประจำตัวเด็ก  เป็นกระบวนการที่เด็กมีโอกาสเลือก และตัดสินใจ

Do 
       คือการลงมือกระทำตามแผนที่วางไว้  เป็นส่วนที่เด็กได้ร่วมกันคิด แก้ปัญหา  ตัดสินใจและทำด้วยตนเอง  เป็นส่วนที่เด็กได้มีการพัฒนาการพูดและปฏิสัมพันธ์ทางสังคมสูง

Review  
       เป็นช่วงที่ได้งานตามจุดประสงค์  ช่วงนี้จะมีการอภิปรายและเล่าถึงผลงานที่เด็กทำเพื่อทบทวนว่า เด็กสามารถปฏิบัติตามแผนที่วางไว้หรือไม่  มีการเปลี่ยนแปลงแผนอย่างไร  และชี้ให้เห็นความเชื่อมโยงระหว่างแผนกับการปฏิบัติ  และผลงานที่ทำ รวมถึงการเล่าประสบการณ์ต่างๆ ที่ได้รับ


Apply
    การจัดการเรียนการสอนที่สอดคล้องกับความต้องการของเด็กจะสามารถทำให้บรรลุวัตถุประสงค์ในการเรียนรู้มากยิ่งขึ้น และสามารถพัฒนาเด็กได้ตรงจุดและมีพัฒนาการที่สมบูรณ์

Teaching Techniques
     การอธิบาย / การยกตัวอย่าง / การใช้คำถาม

Evaluation
   Teacher   อธิบายเนื้อหาอย่างละเอียดและเข้าใจ อาจารย์มีวิธีการให้ความรู้แก่นักศึกษาอย่างน่าสนใจ
   Friend   ทุกคนให้ความร่มมือในการทำงานในห้องเรียนอย่างตั้งใจ และแต่งกายเรียบร้อย
   Self   ตั้งใจฟังและนั่งอย่างเรียบร้อย ตั้งใจทำงานที่อาจารย์มอบหมายให้ทำ









วันพุธที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2561

บันทึกการเรียนรู้ ครั้งที่3
วันจันทร์ ที่29 มกราคม 2561
Knowledge
     แบ่งกลุ่มกลุ่มละ5-6คน จากนั้นกำหนดหน่วยขึ้นมากลุ่มละ1หน่วย พร้อมทำมายแมพ

หน่วยตัวฉัน


หน่วยผลไม้เพื่อสุขภาพ


หน่วยบ้านแสนรัก


หน่วยผีเสื้อ


หน่วยใต้ร่มเงาไม้


หน่วยอาหารดีมีคุณค่า


อาจารย์อธิบายและให้คำแนะนำ


Apply
    ก่อนที่ครูผู้สอนจะจัดการเรียนรู้ให้กับเด็กนั้น ควรมีการวางแผนในการทำงานเป็นอย่างดี วางโครงสร้างของเรื่องที่จะนำมาสอนเด็ก การใช้มายแมพสามารถทำให้มองเห็นภาพรวมในงานนั้นได้ง่าย และสะดวกต่อการคิดจัดกิจกรรมให้กับเด็ก

Teaching Techniques
     การอธิบาย / การยกตัวอย่าง / การใช้คำถาม

Evaluation
   Teacher   อธิบายเนื้อหาอย่างละเอียดและเข้าใจ อาจารย์มีวิธีการให้ความรู้แก่นักศึกษาอย่างน่าสนใจ
   Friend   ทุกคนให้ความร่มมือในการทำงานในห้องเรียนอย่างตั้งใจ และแต่งกายเรียบร้อย
   Self   ตั้งใจฟังและนั่งอย่างเรียบร้อย ตั้งใจทำงานที่อาจารย์มอบหมายให้ทำ




บันทึกการเรียน ครั้งที่14 วันจันทร์ ที่30 เมษายน 2561 Knowledge การสอนกิจกรรมเสริมประสบการณ์ หน่วย ผลไม้เพื่อสุภาพ หัวข้อ วิ...